แนวทางการบริโภคโปรตีนสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: ปริมาณที่เหมาะสมและการเลือกแหล่งโปรตีน

ผู้เขียนบทความ ขวัญฤดี ขวัญคุ้ม นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (กนอ. 35) ปริญญาโท โภชนาการและการกำหนดอาหาร (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล โปรตีนเป็นสารอาหารที่ร่างกายขาดไม่ได้ ทั้งการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การรักษามวลกล้ามเนื้อ การสร้างเอนไซม์และฮอร์โมน ตลอดจนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) โปรตีนกลับเป็นสารอาหารที่ต้อง “พอดี” มากกว่า “ยิ่งมากยิ่งดี” เพราะกระบวนการเผาผลาญโปรตีนจะก่อให้เกิดของเสียที่ร่างกายต้องอาศัยไตในการขับออก การบริโภคโปรตีนจึงจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างเหมาะสม เมื่อการทำงานของไตลดลง การบริโภคโปรตีนในปริมาณมากเกินความต้องการอาจเพิ่มภาระต่อระบบการกรองของไต ดังนั้นการกำหนดปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

ปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วย CKD

แนวทาง KDIGO 2024 แนะนำว่า ผู้ใหญ่ที่มีโรคไตเรื้อรังระยะ G3–G5 และยังไม่ได้รับการบำบัดทดแทนไต โดยทั่วไปควรได้รับโปรตีนประมาณ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคโปรตีนในปริมาณสูงมากกว่า 1.3 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการดำเนินโรคไตที่รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวเป็นแนวทางทั่วไปและไม่สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยทุกคน ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อน้อย น้ำหนักลด ภาวะขาดสารอาหาร แผลเรื้อรัง หรือผู้ที่ได้รับการฟอกเลือด อาจมีความต้องการโปรตีนแตกต่างกัน

ลดโปรตีนมากเกินไปอาจส่งผลเสีย

การจำกัดโปรตีนอย่างเข้มงวดโดยไม่มีการประเมินภาวะโภชนาการ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดโปรตีนและพลังงาน หรือ Protein-Energy Wasting ซึ่งสัมพันธ์กับการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ อ่อนแรง ภูมิคุ้มกันลดลง และคุณภาพชีวิตที่ลดลง ดังนั้น เป้าหมายของการดูแลด้านโภชนาการจึงไม่ใช่การลดโปรตีนให้ต่ำที่สุด แต่เป็นการกำหนดปริมาณที่เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย

ควรเลือกแหล่งโปรตีนอย่างไร

แหล่งโปรตีนที่สามารถนำมาพิจารณา ได้แก่ ปลา เนื้อไก่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และแหล่งโปรตีนจากพืชบางชนิด โดยการเลือกควรพิจารณาร่วมกับระดับโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และโรคร่วม ควรจำกัดอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน ลูกชิ้น และเนื้อหมักปรุงรส เนื่องจากอาหารเหล่านี้มักมีโซเดียมและสารเติมแต่งฟอสเฟตในปริมาณสูง

เวย์โปรตีนและอาหารเสริมโปรตีน

ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรเริ่มใช้เวย์โปรตีนหรืออาหารเสริมโปรตีนโดยไม่มีการประเมินความต้องการที่ชัดเจน เนื่องจากอาจทำให้ได้รับโปรตีนเกินความเหมาะสม และผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส หรือโซเดียมเพิ่มเติม หากจำเป็นต้องใช้อาหารเสริมโปรตีน ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหารที่มีประสบการณ์ด้านโรคไต

โปรตีนไม่ได้มาจากเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียว

อาหารหลายชนิด เช่น ข้าว เส้น ขนมปัง ถั่ว ธัญพืช และผลิตภัณฑ์จากนม ก็มีโปรตีนเช่นกัน ดังนั้นการประเมินปริมาณโปรตีนต่อวันควรคำนวณจากอาหารทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะเนื้อสัตว์ในแต่ละมื้อ การบริโภคโปรตีนสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังควรอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ขณะเดียวกันไม่เพิ่มภาระต่อไตโดยไม่จำเป็น แนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือการประเมินเป็นรายบุคคล โดยพิจารณาระยะของโรคไต น้ำหนักตัว ภาวะโภชนาการ ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ และรูปแบบการรักษาร่วมกัน

เอกสารอ้างอิง

  1. KDIGO. Clinical Practice Guideline for the Evaluation and Management of Chronic Kidney Disease. 2024.
  2. Ikizler TA, et al. KDOQI Clinical Practice Guideline for Nutrition in CKD: 2020 Update. American Journal of Kidney Diseases.
  3. National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Healthy Eating for Adults with Chronic Kidney Disease.

คำถามที่พบบ่อย

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังควรได้รับโปรตีนวันละเท่าไร?

แนวทาง KDIGO 2024 แนะนำว่า ผู้ใหญ่ที่มีโรคไตเรื้อรังระยะ G3–G5 และยังไม่ได้รับการบำบัดทดแทนไต โดยทั่วไปควรได้รับโปรตีนประมาณ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน

เมื่อการทำงานของไตลดลง การบริโภคโปรตีนในปริมาณมากเกินความต้องการอาจเพิ่มภาระต่อระบบการกรองของไต ดังนั้นการกำหนดปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง

การจำกัดโปรตีนอย่างเข้มงวดโดยไม่มีการประเมินภาวะโภชนาการ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดโปรตีนและพลังงาน หรือ Protein-Energy Wasting ซึ่งสัมพันธ์กับการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ อ่อนแรง ภูมิคุ้มกันลดลง และคุณภาพชีวิตที่ลดลง

แหล่งโปรตีนที่สามารถนำมาพิจารณา ได้แก่ ปลา เนื้อไก่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และแหล่งโปรตีนจากพืชบางชนิด โดยการเลือกควรพิจารณาร่วมกับระดับโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และโรคร่วม

ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรเริ่มใช้เวย์โปรตีนหรืออาหารเสริมโปรตีนโดยไม่มีการประเมินความต้องการที่ชัดเจน เนื่องจากอาจทำให้ได้รับโปรตีนเกินความเหมาะสม และผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส หรือโซเดียมเพิ่มเติม หากจำเป็นต้องใช้อาหารเสริมโปรตีน ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือนักกำหนดอาหารที่มีประสบการณ์ด้านโรคไต

Scroll to Top